ทรัมป์เดินหน้ากดดันเทคโนโลยีจีน FCC เสนอแบนเพิ่มอุปกรณ์เก่าปิดช่องโหว่ความมั่นคงสหรัฐฯ

ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้ารุกคุมเทคโนโลยีจากจีนเข้มข้นขึ้นอีกระดับ ล่าสุด Federal Communications Commission (FCC) เสนอแนวทางใหม่ที่มีเป้าหมาย “ปิดทุกช่องโหว่” ในการนำเข้าอุปกรณ์จากผู้ผลิตจีนบางราย แม้จะเป็นอุปกรณ์รุ่นเก่าที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อนแล้วก็ตาม

ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2022 FCC ได้หยุดอนุมัติอุปกรณ์รุ่นใหม่จากบริษัทเทคโนโลยีจีนรายสำคัญอย่าง Huawei, ZTE, Hytera, Hikvision และ Dahua พร้อมจัดบริษัทเหล่านี้เข้าในบัญชี "Covered List" มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ทั้งต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและความปลอดภัยไซเบอร์ในภาพรวม

อย่างไรก็ดี ช่องว่างในกฎระเบียบเดิมยังเปิดทางให้อุปกรณ์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตก่อนปี 2022 สามารถนำเข้าและทำตลาดในสหรัฐฯ ได้ต่อไป มาตรการใหม่ที่ FCC เสนอจึงมุ่งตรงไปที่จุดนี้ โดยต้องการ “ห้ามนำเข้าเพิ่มเติม” แม้จะเป็นรุ่นที่เคยผ่านการอนุมัติมาแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าโครงข่ายสื่อสารของประเทศจะไม่ถูกฝังความเสี่ยงเอาไว้ในระยะยาว

ตามแนวทางที่ FCC ชี้แจง มาตรการครั้งนี้เจาะจงไปที่ “การนำเข้าและการทำตลาด” เป็นหลัก ไม่กระทบต่อผู้ใช้งานที่ซื้ออุปกรณ์ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร โทรคมนาคม หน่วยงานรัฐ หรือผู้ใช้งานทั่วไป ทุกฝ่ายยังสามารถใช้งานอุปกรณ์เดิมต่อไปได้ตามปกติ ไม่มีคำสั่งให้หยุดใช้หรือถอนอุปกรณ์ออกจากระบบในทันที

อย่างไรก็ตาม FCC ส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ หน่วยงานพร้อมเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อตัดโอกาสการเร่งนำเข้าสินค้าล็อตใหญ่ในช่วงรอยต่อก่อนคำสั่งมีผล นั่นหมายถึงผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายต้องจับตาไทม์ไลน์ประกาศใช้กฎใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะการวางแผนสต๊อกหรือการสั่งนำเข้าในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจได้ทันที

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ FCC ได้ใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อเทคโนโลยีจากจีนต่อเนื่องเป็นชุด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุปกรณ์สื่อสารพื้นฐาน เช่น

  • การแบนโดรนรุ่นใหม่จากจีนทั้งหมด
  • การสั่งห้ามนำเข้าเราเตอร์สำหรับผู้บริโภคจากจีน ซึ่งเป็นหัวใจของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านและธุรกิจขนาดเล็ก

มาตรการเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดของหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่ได้มองแค่ “อุปกรณ์ชิ้นเดียว” แต่เชื่อมโยงไปถึง “ระบบนิเวศของการสื่อสาร” ตั้งแต่ชั้นอุปกรณ์ (device) ไปจนถึงโครงข่าย การจัดการข้อมูล และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว

ด้านบริษัท Hikvision ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกล้องวงจรปิดรายใหญ่ของจีน ตัดสินใจเดินหน้าโต้กลับในสนามกฎหมาย โดยยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อคัดค้านคำสั่งของ FCC มองว่าหน่วยงานใช้อำนาจเกินขอบเขต และพยายามย้อนกลับไปยกเลิกการอนุญาตเดิมอย่างไม่เป็นธรรม

Hikvision ให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่วางแผนธุรกิจตามกรอบกฎหมายเดิม แต่ในทางปฏิบัติ ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องของ Hikvision ไปแล้วในปี 2025 ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ศาลให้ความชอบธรรมกับแนวทางของ FCC ในการใช้มาตรการด้านความมั่นคง มากกว่าความกังวลด้านผลกระทบเชิงธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีจากจีน

เบื้องหลังความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ คือ “ภาพใหญ่” ของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชิงส่วนแบ่งตลาดของบริษัทเอกชนอีกต่อไป แต่ไต่ระดับขึ้นสู่ “สงครามเชิงนโยบาย” ของรัฐต่อรัฐ โดยมีสองประเด็นหลักเป็นแกนกลาง ได้แก่

  • ความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • การควบคุมซัพพลายเชนเทคโนโลยี (Supply Chain Control)

สำหรับสหรัฐฯ การจัดการความเสี่ยงด้านอุปกรณ์จากจีน ไม่เพียงเป็นเรื่องการป้องกันการดักฟังหรือการเข้าถึงข้อมูลสำคัญเท่านั้น แต่รวมถึงการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว ขณะที่สำหรับจีน การถูกกีดกันเช่นนี้ยิ่งเร่งให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งพัฒนาและขยายตลาดในภูมิภาคอื่น เพื่อชดเชยพื้นที่ที่สูญเสียไปในสหรัฐฯ